วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมนูลับ สำหรับคน In love : ซี่โครงหมูตุ๋นเห็ดหอม

Menu 1 : ซี่โครงหมูตุ๋นเห็ดหอม


วันนี้ขอแนะนำเมนูอาหารสำหรับคนกำลัง In love มีวิธีการทำง่าย ๆ แต่อร่อยและมากไปด้วยประโยชน์เพื่อคนที่คุณรักค่ะ 


สรรพคุณ : 


เป็นที่รู้จักกันดีว่า เห็ดทุกชนิดมีโปรตีนสูง และสามารถกระตุ้นความต้องการทางเพศได้ด้วย โดยเฉพาะเห็ดทรัฟเฟิลส์ ซึ่งมีราคาสูงมากอีกทั้งหาซื้อได้ยาก เพราะเป็นเห็ดต่างประเทศ จึงเลี่ยงมาใช้เห็ดหอมซึ่งมีโปรตีนสูงเช่นกัน แต่เมื่อนำมาปรุงด้วยส่วนผสมที่หลากหลายเมนูนี้จึงน่าอร่อย


เครื่องปรุง :


          1. ซี่โครงหมูหั่นท่อน                 500      กรัม
          2. เห็ดหอมแห้ง                         5          ดอก
          3. ซีอิ้วขาว                                1          ช้อนโต๊ะ
          4. ซอสปรุงรส                           2          ช้อนโต๊ะ
          5. น้ำมันหอย                             2          ช้อนโต๊ะ
          6. น้ำตาลทราย                         1          ช้อนโต๊ะ
          7. กระเทียมกลีบใหญ่                4          กลีบ
          8. พริมไทยเม็ด                         1          ช้อนชา
          9. ลูกผักชี                                 ?           ช้อนชา
          10. น้ำเปล่า                              3           ถ้วย

วิธีทำ :

1. นำเห็ดหอมแห้งมาล้างฝุ่นผงออกไป แล้วนำไปแช่น้ำเปล่าประมาณ 2 ถ้วย จนเห็ดหอมนิ่ม เมื่อเห็ดหอมนิ่มแล้วให้บีบน้ำออก นำเห็นหอมมาหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ แล้วพักไว้ (น้ำแช่เห็ดหอมห้ามทิ้ง)

2. นำหม้อตั้งไฟที่เปิดไฟแรงแล้วเติมน้ำเปล่าลงไปในหม้อ ต้มน้ำจนเดือดเติมกระดูกหมูลงไป จากนั้นลดไฟลงให้เหลือไฟปานกลาง

3. ปลอกเปลือกกระเทียมนำไปล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปโขลกรวมกันกับพริกไทยเม็ดและลูกผักชีจนละเอียด

4. นำเครื่องที่โขลกเรียบร้อยแล้วลงในหม้อต้มกระดูกหมู ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ คือ ซีอิ๋วขาว ซอสปรุงรส และน้ำมันหอย

5. ลดไฟเหลือไฟอ่อน เคี้ยวประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อครบหนึ่งชั่วโมงแล้วให้ตักกระดูกหมูออกมาไว้อีกหม้อหนึ่ง (หรือถ้ามีหม้อตุ๋นใช้หม้อตุ๋นก็ได้)

6. นำเห็ดหอมที่หั่นไว้ใส่ลง ไปจากนั้นเทน้ำซุปที่เหลืออยู่ลงมาโดยใช้กระชอนกรอกเครื่องที่ตำใส่ลงไปเอาไว้ น้ำซุปจะได้ใส

7. นำน้ำที่แช่เห็ดหอมเทลงไปให้ท่วมกระดูกหมูและเห็ดหอม เติมน้ำตาลทายลงไป จากนั้นก็เคี้ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 4-5 ชั่วโมงหรือจนซี่โครงหมูเปลื่อย

8. ตักใส่จาน โรยพริไทยป่นและผักชีเล็กน้อย จากนั้นก็ยกเสิร์ฟได้เลย


















วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรื่อง กล้วย กล้วย ที่ไม่กล้วยอย่างชื่อ


กล้วย (Banana) ที่นิยมรับประทานกันในบ้านเรานั้นมีอยู่หลากหลายสานพันธุ์ เช่น กล้วยหอมกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหักมุม เป็นต้น แต่สำหรับต่างชาติแล้วกล้วยที่นิยมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกล้วยหอม เนื่องจากกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ถ้าพูดถึงเรื่องประโยชน์แล้วมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุชัดเจนว่าการรับประทานกล้วยแค่ 2 ลูกจะช่วยเพิ่มพลังงานในร่างกายได้เทียบเท่ากับการออกกำลังกายถึง 90 นาทีเลยทีเดียว! เพราะกล้วยอุดมไปด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติรวมถึง 3 ชนิดเลยทีเดียวนั่นก็คือ ซูโครส กลูโคส และฟรุคโทส ซึ่งช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายนั่นเอง

นอกจากนี้แล้วในกล้วยยังอุดมไปด้วยเส้นใยและกากอาหาร และยังวิตามินและแร่ธาตุนาๆชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี6 วิตามินบี12 และ วิตามินซี เป็นต้น

คุณรู้หรือไม่ผลไม้อย่าง แอปเปิ้ลที่ขึ้นชื่อเรื่องความมีประโยชน์ก็ยังแพ้กล้วย เพราะว่าในกล้วยนั้นมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 2 เท่า โดยมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีโปรตีนมากกว่า 4 เท่า วิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่าด้วยกัน!! โดยการกินกล้วยจะให้ดีที่สุดคือกินตอนเช้าเพื่อจะช่วยให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้ดี และการกินกล้วยทุกวันวันละ 2 ผลถือเป็นสิ่งที่ดีและวิเศษมากๆ จะกล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าก็ได้ทั้งนั้น

***ประโยชน์จากกล้วย 4 วัย***

กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่ใกล้ชิดคนไทยที่สุด เด็กไทยสมัยก่อนโตมากับกล้วยน้ำว้ากันทั้งนั้น นอกจาก ข้าวสุกบดแล้ว ก็มีกล้วยน้ำว้าเป็นเหมือนอาหารเสริมประจำที่ไม่ต้องซื้อหาเพราะทุกครัวเรือนมีกล้วยปลูกไว้สำหรับเป็นผลไม้ เป็นอาหารและสารพัดขนมกินกันได้ตลอดทั้งปี

การใช้ทำยา/สรรพคุณ/ประโยชน์

กล้วยดิบ
มีสารฝาดสมานชื่อแทนนิน ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันผนังกระเพาะลำไส้ไม่ให้เชื้อโรคและของรสเผ็ดจัด เช่น พริก เข้าไปทำลายผนังกระเพาะลำไส้ ช่วยแก้ท้องเสีย 

วิธีการกินกล้วยเป็นยาก็ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อกินเป็นยาแก้โรคกระเพาะ ควรนำกล้วยดิบมาฝานเป็นแว่นบางๆ แล้วอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ห้ามใช้ความร้อนสูงกว่านี้เด็ดขาด เพราะสารในกล้วยมีฤทธิ์รักษาโรคกระเพาะนั้นจะสูญเสียไปหรือหมดฤทธิ์ไปเลยก็ได้ ถ้าโดนความร้อนสูงมากเกินไป กล้วยดิบที่ผ่านการอบอุณหภูมิต่ำแล้ว ให้นำมาบดเป็นผง กินครั้งละ 1 ช้อนชา จะผสมกับน้ำผึ้งหรือไม่ก็ได้ กิน 3 ครั้งก่อนอาหาร กล้วยดิบๆมีฤทธิ์ทั้งป้องกันและรักษาโรคกระเพาะ ส่วนยาแผนปัจจุบันทุกขนานที่ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารนั้นมีฤทธิ์เพียงป้องกันแต่ไม่ช่วยรักษา กล้วยจึงเป็นยารักษาโรคกระเพาะที่มีราคาถูกที่สุด และหาง่ายที่สุด

กล้วยที่เพิ่งเริ่มสุก(กล้วยห่าม) 
เปลือกยังสีเขียวอยู่ประปราย เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย เพราะนอกจากจะช่วยแก้ท้องเสียแล้วยังช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยเพิ่มกากเวลาถ่าย กล้วยกึ่งดิบกึ่งสุกยังมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ดังนั้นเวลาใช้กล้วย แก้ท้องเสีย ก็เท่ากับให้ธาตุโพแทสเซียมไปในตัวด้วย ตามธรรมดาคนไข้มักสูญเสียธาตุโพแทสเซียมในเวลาท้องร่วง การกล้วยห่ามจึงเป็นการชดเชยธาตุโพแทสเซียมที่เสียไป เพราะถ้าร่างกายสูญเสียธาตุโพแทสเซียมไปมากๆ ขณะท้องร่วง จะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติในคนชราอาจทำให้หัวใจวายตายได้ ยิ่งไปกว่านั้นกล้วยที่เริ่มสุกจะมีสารเซโรโทนินอยู่มาก ช่วยออกฤทธิ์ กระตุ้นให้ผนังกระเพาะอาหารสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

กล้วยสุก
มีสรรพคุณ ตรงกันข้ามกับกล้วยดิบ คือกล้วยสุกกลับเป็นยาระบายแก้ท้องผูก เพราะมีสาร เพ็กติน อยู่มาก ช่วยเพิ่มกากในลำไส้ กล้วยที่สุกงอมมากๆจะมีฤทธิ์ระบายสูง เพราะมีสารเพ็กติน มากขึ้นนั่นเอง ฤทธิ์ระบายของกล้วยน้ำว้าสุกไม่รุนแรงมากต้องกินเป็นประจำวันละ 5-6 ลูก จึงจะเห็นผล อุจจาระที่ออกมาเป็นสีเหลือง ไม่มีกลิ่นเหม็น การกินกล้วยสุกก็ต้องเคี้ยวให้ละเอียด นานๆ เพราะกล้วยเป็นผลไม้ที่มีแป้งอยู่ถึง 20 -25 % ของเนื้อกล้วย จึงสามารถนำมาเป็นอาหารเสริมให้เด็กเล็กได้ ตามปกติ กระเพาะมีเอนไซม์ย่อยแป้งน้อย การเคี้ยวกล้วยให้แหลกละเอียดจะช่วยแป้งได้มากก่อนกลืนลงกระเพาะ หากกินกล้วยโดยเคี้ยวหยาบๆ จะทำให้ท้องอืด จุกแน่น โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ควรเริ่มให้กินกล้วยสุกเมื่อเด็กเริ่มกินข้าวบดได้ อายุราว 3 เดือน โดยขูดเนื้อกล้วยสุก ( ไม่เอาไส้กล้วยเพราะจะทำให้เด็กท้องผูก ) ให้กินคราวละน้อยๆ ไม่ควรเกินครึ่งช้อนชา วันละครั้ง เพราะเด็กยังมีน้ำย่อยแป้งไม่พออาจเกิดอาการท้องอืดได้ เด็กอายุครบขวบกินกล้วยครั้งละ 1 ลูก วันละครั้งก็พอ

กล้วยสุกงอม
กล้วยที่สุกเต็มที่จะสร้างสารที่เรียกว่า TNF (Tumor Necrosis Factor) ซึ่งมีความสามารถที่จะไปต่อสู้กับเซลล์ที่ผิดปกติ ยิ่งกล้วยสุกมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดจุดสีดำที่เปลือกมากขึ้น ยิ่งมีจุดดำนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เกิดภูมิต้านทานมากขึ้น ในการทดลองกับสัตว์โดยศาสตราจารย์ญี่ปุ่นผู้หนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ในการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากผลไม้ต่างๆ โดยใช้ กล้วย องุ่น แอปเปิล แตงโม สับปะรด ลูกแพร์ ลูกพลับ ปรากฏว่ากล้วยให้ผลดีที่สุด มันช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย และสร้างสารต้านมะเร็ง TNF 

คำแนะนำคือให้กินกล้วยวันละ 1-2 ใบเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ และอื่นๆ กล้วยทีมีผิวเหลืองและมีจุดดำๆ หลายๆ แห่งจะมีคุณสมบัติในการเพิ่มเม็ดเลือดขาวได้มากกว่ากล้วยที่มีผิวเขียวถึง 8 เท่า

นอกจากนี้ เด็กที่มีผิวหนังเป็นตุ่มคันจากยุงกัด มดกัด หรือเป็นผื่นคันเนื่องจากลมพิษ สามารถใช้เปลือกกล้วยน้ำว้าสุกด้านใน ทาถูบริเวณนั้นสักครึ่งนาที รับรองว่าอาการคันจะหายเป็นปลิดทิ้ง

นี่เป็นเคล็ดลับภูมิปัญญาไทยที่ใช้กล้วยน้ำว้าเป็นยาสามัญประจำครัวเรือน กล้วยน้ำว้ามีประโยชน์มากมายมหาศาล นอกจากกล้วยที่เป็นผลไม้ อาหาร และสารพัดขนม ใบตองกล้วยยังใช้ทำกระทงใส่ข้าว ของคาว ของหวานแทนถ้วยชาม กาบกล้วยใช้ทำเชือก ซึ่งไม่เคยก่อปัญหาภาวะต่อสิ่งแวดล้อม คนไทยในยุคน้ำมันแพง น่าจะหันกลับมาสร้างค่านิยมปอกกล้วยเข้าปาก เพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดีในราคาประหยัด สุดคุ้มเหมือนในยุคปู่ย่า ตายายของเรา

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทับทิม ผลไม้เพื่อผิวสวย สุขภาพดี

ผลไม้เพื่อผิวสวย สุขภาพดี

ทับทิม (Pomegranate)

ทับทิม (Pomegranate) ชื่อท้องถิ่น เซี๊ยะลิ้วพิลาพิลาขาวมะก่องแก้วมะเก๊าะหมากจัง เป็นไม้ผลขนาดเล็ก มีขนาดประมาณ 5-8 เมตร ทับทิมมีถิ่นกำเนิดจากตะวันออกของประเทศอิหร่าน ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถานและทางตอนเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ทับทิมจึงชอบอากาศหนาวเย็นและอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 300 เมตร ยิ่งอากาศหนาวเนื้อทับทิมจะมีสีแดงเข้มมากขึ้น ทับทิม ยังถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ
ทับทิม เป็นผลไม้อันมีที่มาจากลัษณะของเนื้อหุ้มเมล็ดสีแดงใส มีเหลี่ยมมุมสวยงามราวพลอยแดงสูงค่า เหมาะกับสมญานาม "อัญมณีแห่งผลไม้" ผู้คนหลายชนชาติยอมรับและเชื่อว่าทับทิมเป็นไม้สูงค่าและศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะคนจีนที่ถือว่าทับทิมเป็นไม้มงคล เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ จึงนำทับทิมมาใช้ในวิถีชีวิตและพิธีกรรมมากมายหลายอย่าง จนอาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าทับทิมมีถิ่นกำเนิดจาก

เนื้อใสหุ้มเมล็ดสีแดงหรือชมพูสดสวย ฉ่ำน้ำ รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยวของทับทิมนั้นมีคุณค่ามากมายสมชื่อ จากการศึกษาวิจัยยืนยันว่าการดื่มน้ำทับทิมให้สารต่อต้านอนุมูลอิสระมากเป็น 3 เท่า ของการดื่มไวน์แดงและชาเขียวในปริมาณที่เท่ากัน  และน้ำทับทิม 1 แก้ว มีวิตามินซี ร้อยละ 40 ของปริมาณที่ผู้ใหญ่ทั่วไปต้องได้รับในแต่ละวัน

หญิงวัยทองไม่ควรมองข้ามผลไม้ชนิดนี้ เพราะทับทิมมีสารไฟโตเอสโทรเจน (phytoestrogen) ช่วยปรับฮอร์โมนและบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อย่างเข้าวัยทอง เป็นแหล่งของวิตามินเอและอี จึงช่วยป้องกันและลดปัญหาเรื่องริ้วรอยที่เกิดจากวัย ส่วนสตรีมีครรภ์ก็จะได้รับประโยชน์จากกรดโฟลิก ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ อีกทั้งทับทิมยังมีโพแทสเซียมช่วยลดความดันโลหิตอีกด้วย 

ประโยชน์ของทับทิม
ผลทับทิม
1.) ใช้รับประทานมีรสเปรี้ยวอมหวาน
2.) น้ำจากผลทับทิมมีวิตามินซีสูงและมีเกลือแร่
3.) ร่างกายสดชื่น
4.) ลดภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง
5.) ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
6.) ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด
7.) บำรุงหัวใจ
เปลือกทับทิม
1.) นำมาตากแห้งใช้เป็นยาแก้โรคท้องเดินและโรคบิดได้
2.) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
3.) ลดอาการอักเสบของบาดแผล
4.) ลดอัตรการเกิดโรคมะเร็ง
ส่วนอื่นๆของทับทิม
1.) ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาอักเสบ
2.) ช่วยลดปัญหาผมร่วง
3.) ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
4.) ช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง
5.) ช่วยบำรุงสุขภาพฟันให้แข็งแรง
6.) ช่วยระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย
7.) ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง บรรเทาอาการหวัด
8.) ช่วยปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด
9.) ใช้ทำเป็นขนมหวานได้แก่ ทับทิมกรอบ
10.) ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์
11.) ช่วยในการปรับฮอร์โมนวัยหมดประจำเดือน
12.) ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ
13.) ช่วยในการบำบัดอาการของโรคเบาหวาน
เคล็ดไม่ลับสำหรับผิวสวยด้วยน้ำทับทิม

1. หน้าใส ไร้สารเคมี ด้วยน้ำทับทิม => หากใครอยากให้หน้าใสก็ให้ใช้สำลีชุบน้ำทับทิมทาผิวทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ผิวจะสดชื่นเปล่งปลั่งแบบไร้ผลข้างเคียงจากสารเคมี


2. ผมดำเงางามได้ดั่งใจ => ใช้ทับทิมทั้งผลบดละเอียด คั้นเอาน้ำมาชโลมเส้นผมให้ทั่ว ทำบ่อย ๆ ผมจะค่อย ๆ ดำขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

น้ำแก้วมังกรเกล็ดหิมะ สำหรับลดน้ำหนัก เคล็ดลับของคนหุ่นดี

แก้วมังกร (Dragon Fruit)

ก่อนอื่นเรามารู้จักแก้วมังกรกันก่อนว่ามาจากไหน และมีประโยชน์อย่างไร


แก้วมังกรมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง และเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยเมื่อไม่กี่สิบปีนี้ แก้วมังกรเป็นพืชไม้เลื้อย จัดอยู่ในสกุลเดียวกับกระบองเพชร เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่แห้งแล้ง ผลกลมรี เปลือกผลเป็นแผ่นอวบน้ำ ดึงลอกออกจากเนื้อได้ง่าย มีกลีบเลี้ยงเป็นริ้วติดอยู่รอบเปลือกผล มองดูแปลกตาคล้ายดวงแก้วในรูปเขียนจีน ผลดิบมีเปลือกสีเขียว ผลสุกมีทั้งพันธ์ุเปลือกสีแดง แต่กลีบเลี้ยงยังคงเป็นสีเขียว เนื้อในมีสองแบบคือสีขาวและสีแดง และพันธุ์เปลือกสีเหลืองเนื้อในสีขาว ภายในเนื้อของแก้วมังกรจะมีเมล็ดเล็ก ๆ สีดำคล้ายเมล็ดงากระจายอยู่หนาแน่น


ข้อมูลของกองโภชนาการกรมอนามัยระบุว่า แก้วมังกร 1 ผล (น้ำหนักประมาณ 100 กรัม) จะให้พลังงาน 66 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 1.4 กรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม วิตามินซี 7 มิลลิกรัม และเส้นใยอาหาร 2.6 กรัม โดยวิตามินซีในแก้วมังกรจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีแคลอรี่ต่ำ มีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน และมีสวนช่วยลดคอเลสเตอรอล แก้อาการท้องผูก ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ แก้วมังกรยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลินด้วย

หากใครกินแก้วมังกรพันธุ์เนื้อสีแดงแล้วขับถ่ายออกมาเป็นสีแดงก็ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะสีดังกล่าวเกิดจากรงวัตถุชื่อว่า เบตาเลน (beta lain) ที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย แถมยังช่วยป้องกันความเสียหายของเส้นเลือด ที่อาจเกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ทั้งยังสามารถสกัดไปใช้เป็นสีผสมอาหารได้ ส่วนเมล็ดสีดำเล็ก ๆ ในเนื้อแก้วมังกรนั้น มีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ หาได้เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเล็งดังข่าวลือ

เมื่อจะกินผลแก้วมังกรก็เพียงแค่ล้างให้สะอาด ตัดขั้วที่หัวและท้ายออกจนเห็นเนื้อ หั่นออกเป็นชิ้นหรือเป็นแว่นหนา ๆ แล้วจึงลอกเปลือกออก หรือจะผ่าครึ่งแล้วใช้ช้อนตัดกินเลยก็ได้ หากนำไปแช่เย็นก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความเย็นชื่นใจ ดับกระหายได้เป็นอย่างดี 

ประโยชน์ของแก้วมังกร

          1. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชุ่มชื้น
          2. เป็นผลไม้ที่ช่วยดับร้อน ดับกระหายได้เป็นอย่างดี
          3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง
          4. แก้วมังกรลดน้ำหนักและช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย เนื่องจากเป็นผลไม้ตัวช่วยในเรื่องการลด                 ความอ้วนเนื่องจากมีแคลอรี่ต่ำ
          5. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัยความแก่ชรา และริ้วรอยต่างๆ
          6. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
          7. ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ
          8. มีส่วนในการช่วยรักษาโรคเบาหวาน
          9. ช่วยบรรเทาอาการโรคความดันโลหิตได้
          10. มีส่วนช่วยบรรเทาอาการของโรคโลหิตจาง
          11. มีส่วนช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง
          12. ช่วยกระตุ้นการขับน้ำนมในสตรี
          13. ช่วยดูดซับสารพิษต่างๆออกจากร่างกาย เช่น สารตกค้างอย่างตะกั่ว ที่มาจากควันท่อไอเสีย                   หรือสารตกค้างที่มาจากยาฆ่าแมลง
          14. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันของคุณให้แข็งแรง
          15. มีกากใยสูงช่วยในการขับถ่ายให้สะดวก แก้อาการท้องผูก
          16. ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ แก้ปัญหาการขับถ่ายต่างๆให้ดีขึ้น
          17. มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
          18. ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบกำจัดของเสียในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น
          19. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
          20. นิยมนำมารับประทานเป็นผลไม้สด
          21. ใช้เป็นส่วนผสมในฟรุตสลัดและน้ำปั่นผลไม้
แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (http://en.wikipedia.org/wiki/Pitaya)

สูตรน้ำแก้วมังกรเกล็ดหิมะ สำหรับลดน้ำหนัก เคล็ดลับของคนหุ่นดี


     หวังว่าสูตรน้ำแก้วมังกรเกล็ดหิมะนี้จะช่วยให้ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักได้ไม่มากก็น้อยค่ะ อยากหุ่นดีลองทำดูแล้วจะรู้ว่า ของเค้าดีจริง



วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ผลไม้เพื่อสุขภาพ

เงาะ (Rambutan)

          คุณทราบหรือไม่ว่า เงาะที่คุณซื้อมาจากตลาดนั้น ประโยชน์ของมันมากมายขนาดไหน ถ้าคุณยังไม่ทราบเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าเงาะนั้นมีประโยชน์มากแค่ไหน


          มารู้จักเงาะกันก่อน

          เงาะเป็นผลไม้เมืองร้อน จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับลิ้นจี่ ผลรูปร่างวงรี เปลือกปกคลุมด้วยขนรอบผล ทำให้เงาะเป็นผลไม้ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกแปลกตากว่าผลไม้ชนิดอื่น เงาะผลอ่อนจะมีเปลือกและขนสีเขียว เนื้อหุ้มเมล็ดสีขาว เมื่อสุกจะมีรสหวาน ฉ่ำน้ำ เงาะแต่ละผลจะมีเมล็ดสีน้ำตาลอ่อน 1 เมล็ด ซึ่งไม่ควรเคี้ยวหรือกลืน เนื่องจากมีพิษ อาจทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้

          เงาะพันธ์ที่นิยมกินกันมากในประเทศไทย ได้แก่ เงาะโรงเรียน ผลสุกเปลือกสีแดงเข้ม โคนขนสีแดง ปลายขนสีเขียว เนื้อผลหนาแห้ง กรอบล่อนจากเมล็ด และเงาะสีชมพู พันธ์ที่มีขนาดผลใหญ่ ผลสุกมีเปลือกและขนสีชมพูสด เนื้อผลเหนียว หนา ฉ่ำน้ำ แต่บอบช้ำง่าย จึงไม่ทนทานต่อการขนส่ง 



          การเลือกเงาะที่ดีก็ควรเลือกให้เปลือกผลดูสด ขนไม่แห้งดำ มีผลขนาดใหญ่เสมอกัน เนื้อผลหนาล่อนไม่ติดเมล็ด ไม่ช้ำหรือฉ่ำน้ำจนเกินไป

          ประโยชน์ของเงาะ เงาะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เมื่อกินผลขนาดกลางเพียง 5 ผล จะได้รับวิตามินซีถึงร้อยละ 46 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน บำรุงกำลังและเสริมภูมิคุ้มกัน มีแคลเซียมช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน รวมถึงมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมด้วย แต่เนื่องจากมีผลไม้ที่มีรสหวานจัด มีปริมาณน้ำตาลสูง โดยมีน้ำตาล 18.5 กรัมต่อเนื้อเงาะ 100 กรัม จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด

          ประโยชน์เปลือกเงาะ ซึ่งดูเหมือนไร้ค่า แท้จริงแล้วเป็นส่วนที่มีสารแทนนินสูง สารนี้มีฤทธิ์ฝาดสมาน ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย คนโบราณจึงนำมาใช้เป็นยาแก้อักเสบและขับพยาธิ ปัจจุบันยังมีการศึกษาเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระจากสมุนไพรไทย ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการสกัดสารอนุมูลอิสระจากเปลือกผลไม้ ผลการศึกษาในเบื้องต้นพบว่า เปลือกเงาะมีสารสำคัญซึ่งมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ และมีพิษต่อเซลล์ร่างกายน้อยมาก เมื่อเทียบกับเปลือกผลไม้ชนิดอื่น ๆ จึงได้มีการพัฒนากระบวนการสกัดต่อไปให้ได้สารที่บริสุทธิ์มากขึ้น เพื่อทดแทนสารนำเข้าสำหรับป้อนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางภายในประเทศ เป็นการกำจัดขยะที่ดูเหมือนไม่มีค่าให้เกิดประโยชน์มหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ